
มาอยู่ออสเตรเลียแล้ว ได้ลอง “ใช้ชีวิต” ในแบบออซซี่แล้วหรือยัง
ลองทำความรู้จักและเปิดรับวิถีชีวิตแบบออซซี่ ผ่านกิจกรรมนอกบ้าน วัฒนธรรมกีฬา และกาแฟ เพื่อเข้าใจวัฒนธรรมและใช้ชีวิตในออสเตรเลียได้กลมกลืนและมีความสุขมากขึ้น
หลายคนย้ายมาออสเตรเลีย เพราะอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รายได้อาจสูงขึ้น เมืองสะอาดขึ้น มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น และสำหรับบางคนก็อยากมี work-life balance ที่ดีขึ้นด้วย
แต่บางครั้ง ต่อให้ชีวิตโดยรวมสะดวกสบายขึ้น แต่หลายคนก็ยังอาจรู้สึกเหงา หรือรู้สึกเหมือนตัวเองยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เหมือนที่เคยวาดฝันไว้ตอนนั่งไถฟีดในโซเชียลก่อนที่จะย้ายมาอยู่จริง ๆ

การย้ายประเทศอาจจะไม่ได้หมายถึงแค่การย้ายที่อยู่จากจุดหนึ่งไปอยู่อีกที่เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะหมายความว่าบ้านใหม่ที่เราย้ายไปให้ความรู้สึกเหมือนบ้านของเรามากแค่ไหน
การได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใหม่ ๆ หลังจากย้ายมาอยู่ที่ออสเตรเลียช่วงแรกนั้น ทุกสิ่งดูเหมือนจะแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจ แต่หลังจากอยู่มาซักพัก หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มรู้สึกสงสัยในการตัดสินใจย้ายประเทศของตัวเอง

บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ.. เราก็ย้ายมาอยู่ตั้งไกล แต่ทำไมชีวิตดูไม่ได้ต่างจากตอนอยู่ไทยเท่าไหร่ บางอย่างอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะครอบครัวก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ เพื่อนเก่าก็อยู่กันคนละประเทศ จะนัดใครกินข้าวแต่ละทีก็ต้องเช็คเวลาว่างกันจนเหนื่อยทีเดียว
ผมเลยคิดว่ามีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน
เรา “อยู่” ในออสเตรเลียแล้วก็จริง แต่เราได้ลอง “ใช้ชีวิต” ที่นี่กันมากแค่ไหนแล้ว
อยู่ที่นี่ กับใช้ชีวิตที่นี่ อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
แน่นอนว่าคำว่าใช้ชีวิตแบบออซซี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลุกขึ้นมาเชียร์ AFL ต้องไป surf ทุก weekend หรือพูด G’day กับทุกคนที่เดินผ่าน และจริง ๆ แล้วก็คงไม่มีใครบอกได้ด้วยซ้ำว่า Australian lifestyle ที่แท้จริงต้องเป็นแบบไหน เพราะออสเตรเลียเองก็มีคนจากสารพัด background อยู่เต็มไปหมด
แต่พออยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ จะเริ่มเห็นว่ามีบางอย่างที่โผล่มาให้เห็นซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างเรื่องง่าย ๆ คือการคุยกับคนแปลกหน้า
“How ya going?”
“Morning!”
“Cheers!”
“No worries.”
ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ ถ้าไม่คุ้นก็อาจจะงงนิดหนึ่งว่าเขาถามเราแล้วเราต้องเล่าชีวิตตั้งแต่เกิดเลยหรือเปล่า จริง ๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ครับ ตอบ “Good, thanks. How are you?” แล้วชีวิตก็เดินหน้าต่อได้ตามปกติ
แต่มันมีอะไรบางอย่างอยู่ในบทสนทนาสั้น ๆ พวกนี้ คนที่คุยกับเราอาจเป็นพนักงานร้านกาแฟ คนข้างบ้าน คนที่เจอกันตอนพาหมาเดิน หรือคนที่บังเอิญเจอหน้าในสวนทุกเช้า ครั้งแรกก็แค่ hello ครั้งที่ห้าก็เริ่มจำหน้ากันได้ อีกหน่อยอาจจะเริ่มถามชื่อ แล้ววันหนึ่งจาก “How are you?” ก็อาจกลายเป็น “Wanna grab a coffee?”
ความสัมพันธ์ตอนโตบางทีมันก็เริ่มแบบธรรมดามาก ๆ แค่นี้เอง
ชีวิตนอกบ้านดูจะเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ของที่นี่
อีกเรื่องหนึ่งที่สังเกตได้ไม่ยากคือ คนที่นี่ใช้ชีวิตนอกบ้านกันเยอะมาก วันเสาร์เช้าไปสวนก็มีคนวิ่ง ปั่นจักรยาน พาหมาเดิน อากาศดีหน่อยก็เห็นคนเอาเสื่อมาปู picnic กันเต็มสวน บางคนไป hiking บางคน camping บางคนไปทะเล บางคนจริงจังกว่านั้นก็ถือ surfboard วิ่งลงน้ำกันตั้งแต่เช้า ซึ่งอันนี้ส่วนตัวผมขอเป็นฝ่ายยืนดูอยู่บนฝั่งน่าจะปลอดภัยกว่า

ถ้าไปดูหน้า Australia’s Lifestyle and Culture ของ Tourism Australia ก็จะเห็นว่าเรื่อง outdoor, sport, food และ events ถูกพูดถึงอยู่หลายจุดเหมือนกัน ซึ่งพอมาอยู่จริง ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจว่าทำไม เพราะหลายอย่างไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “กิจกรรมพิเศษ” แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว
สิ่งหนึ่งที่ผมว่าค่อนข้างต่างจากชีวิตในเมืองใหญ่ของไทยคือ weekend ของคนจำนวนมากที่นี่ไม่ได้เป็นแค่วันที่เอาไว้นอนชดเชยจากการทำงานทั้งสัปดาห์ งานยังสำคัญครับ แต่ชีวิตนอกงานก็ดูจะมีพื้นที่ของมันค่อนข้างชัด มีครอบครัว มีเพื่อน มีกีฬา มี hobby มีทริปเล็ก ๆ หรืออย่างน้อยก็มีอะไรสักอย่างให้ตั้งตารอหลังเลิกงาน
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะมี luxury แบบนั้น บางคนทำหลายงาน บางคนเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย บางคนมีครอบครัวต้องดูแล หรือมีภาระทางการเงินที่ทำให้วันหยุดก็คือวันที่ต้องไปทำงานอีกที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นมันคงไม่แฟร์ถ้าจะพูดง่าย ๆ ว่า “ทำงานให้น้อยลงแล้วออกไปใช้ชีวิตสิ”

แต่ถ้าช่วงไหนพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง แม้จะไม่เยอะ การเอาเวลาส่วนนั้นออกไปลองทำอะไรที่ปกติเราไม่ค่อยได้ทำก็น่าสนใจเหมือนกัน บางที work-life balance อาจไม่ได้หมายถึงการทำงานน้อยลงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการมีอะไรบางอย่างในชีวิตที่เราตั้งตารอ นอกจากวันเงินเดือนออก
การหาเพื่อนตอนโต ไม่ง่ายเหมือนตอนเรียนแล้ว
เรื่องหนึ่งที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยจากคนย้ายประเทศคือเรื่องหาเพื่อน ตอนเด็ก ๆ มันง่ายครับ ไปโรงเรียนห้องเดียวกันทุกวัน เดี๋ยวก็มีเพื่อนเอง แต่พอมาเป็นผู้ใหญ่ เราไปทำงาน ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน คนในออฟฟิศบางคนมีครอบครัวอยู่แล้ว บางคนอยู่ไกล บางคนก็มีวงเพื่อนของเขามาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย
อยู่ดี ๆ จะเดินเข้าไปบอกใครว่า “สวัสดีครับ มาเป็นเพื่อนกันไหม” ก็ดูจะลำบากอยู่เหมือนกัน
สิ่งหนึ่งที่เห็นเยอะในออสเตรเลียคือ club กับ social activity มีให้เลือกสารพัด ไม่ว่าจะเป็น run club, social tennis, badminton, football, hiking group, dance class, book club, community garden ไปจนถึง volunteering มีเยอะจนคงเขียนไม่หมดครับ

ผมว่าข้อดีของกิจกรรมแบบนี้คือ เราไม่จำเป็นต้องไปด้วยเป้าหมายว่า “วันนี้ฉันจะต้องหาเพื่อนให้ได้หนึ่งคน” แค่เลือกอะไรที่เราสนใจอยู่แล้ว แล้วโผล่หน้าไปบ่อย ๆ อาทิตย์แรกอาจยังไม่รู้จักใคร อาทิตย์ที่สามเริ่มจำหน้ากันได้ ผ่านไปเดือนหนึ่งอาจเริ่มมีคนถามว่าสัปดาห์ที่แล้วหายไปไหน
มันอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ความรู้สึกว่าเราเริ่มมีคนจำเราได้ในเมืองที่ครั้งหนึ่งเราไม่รู้จักใครเลย ผมว่ามันมีความหมายอยู่เหมือนกัน
ถ้าอยากเห็นว่ากิจกรรมแนวนี้ใหญ่ขนาดไหน ลองดูแค่งานวิ่งหลัก ๆ ของแต่ละเมืองก็ได้ครับ ปี 2026 City2Surf ใน Sydney มีผู้สมัคร 90,000 คน, Bridge to Brisbane มีมากกว่า 40,000 entries, HBF Run for a Reason ใน Perth มีผู้เข้าร่วม 40,000 คน และ Nike Melbourne Marathon Festival มีผู้สมัครมากกว่า 60,000 คน ส่วน City-Bay Fun Run ของ Adelaide ก็เป็นงานวิ่งประจำเมืองที่ดึงคนหลักหมื่นทุกปี
ไม่ได้หมายความว่าต้องเริ่มด้วยการสมัคร marathon นะครับ ประเด็นคือกิจกรรมพวกนี้ทำให้เห็นว่า การออกกำลังกายที่นี่หลายครั้งก็เป็น social activity ไปพร้อมกันด้วย จะไปวิ่งจริงจัง ไปเดิน ไปเชียร์เพื่อน หรือแค่ไปดูบรรยากาศก็ได้
กาแฟ กีฬา และเรื่องที่ตอนแรกเราคิดว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา
เรื่อง coffee culture น่าจะเป็นอะไรที่คนไทยเข้าถึงได้ค่อนข้างง่ายอยู่แล้ว เพราะเราก็คุ้นกับการสร้างความสัมพันธ์ผ่านอาหารและเครื่องดื่มกันดี คำว่า “Wanna grab a coffee?” หลายครั้งไม่ได้มีสาระสำคัญอยู่ที่กาแฟเท่าไหร่ จริง ๆ คือ “ไปนั่งคุยกันไหม” มากกว่า

Brunch, lunch หรือ BBQ ก็คล้าย ๆ กัน อากาศดี ๆ หลายสวนมีเตา BBQ สาธารณะให้ใช้ คนก็เอาของกินไปนั่งกันง่าย ๆ ไม่ต้องมี occasion อะไรเป็นพิเศษ ถ้ามีคนชวนแล้ววันนั้นเราว่าง ลองตอบ yes ดูบ้างก็น่าสนใจครับ บางที connection ใหม่ ๆ ก็เกิดจากการตอบตกลงกับอะไรเล็ก ๆ ที่ปกติเราคงกลับบ้านแทน
ใครที่เพิ่งมาอยู่แล้วไม่แน่ใจว่าถูกชวนไป BBQ หรือปาร์ตี้ที่บ้านแล้วควรทำตัวยังไง SBS Thai มีตอนอธิบายเรื่องมารยาทในการไปงานปาร์ตี้และ BBQ ในออสเตรเลีย ไว้ค่อนข้างดี ตั้งแต่เรื่องการตอบรับคำเชิญไปจนถึงธรรมเนียมเล็ก ๆ เวลาสังสรรค์กันที่บ้าน
ส่วนกีฬาเป็นอีกโลกหนึ่งเลย โดยเฉพาะถ้าอยู่ Melbourne แล้วเข้าช่วง AFL season ต่อให้ไม่เคยดู AFL มาก่อน เราก็หนีบทสนทนาเรื่องนี้ในที่ทำงานค่อนข้างยากอยู่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแฟนกีฬาตัวยงครับ ลองไปดูสักเกมก็ได้ Australian Open สักครั้ง หรือ social sport สักอย่าง

สุดท้ายถ้าพบว่า “ไม่ใช่แนวเราเลย” ก็จบ แต่อย่างน้อยครั้งหน้าที่คนข้าง ๆ พูดถึงเรื่องนี้ เราก็พอรู้แล้วว่าเขากำลังตื่นเต้นอะไรกันอยู่
ผมว่าการเข้าใจ culture บางทีมันก็ไม่ได้มาจากการอ่านว่าคนประเทศนี้มีค่านิยมอะไร แต่มาจากการไปยืนอยู่ท่ามกลางคนหลายหมื่นคนแล้วสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงพร้อมใจกันโวยวายกับกรรมการในเวลาเดียวกันมากกว่า
บางทีเมืองที่เราอยู่ ยังมีอีกหลายด้านที่เราไม่เคยเห็น
อีกอย่างที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจคือ เราสามารถอยู่ในเมืองหนึ่งมาหลายปี แต่จริง ๆ รู้จักมันอยู่ไม่กี่เส้นทางก็ได้ บ้าน ที่ทำงาน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารไทย แล้วก็วนกลับบ้าน

ทั้งที่รอบตัวมี local market, food festival, live music, art event, multicultural festival รวมถึงกิจกรรมจาก council เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และหลายงานก็เข้าฟรี ใครที่เคยเห็นหนังสือพิมพ์หรือวารสารจาก council ถูกหย่อนใส่ตู้จดหมายแล้วหยิบไปทิ้งทันทีเหมือนผม ลองเปิดดูก่อนโยนทิ้งสักครั้งก็ได้ครับ บางทีอาจมีอะไรน่าสนใจกว่าที่คิด
แล้วต้องใช้ชีวิตแบบออสซี่แค่ไหน ถึงจะเรียกว่าเข้ากับที่นี่ได้
ผมว่าไม่ต้องมีคำตอบครับ
ออสเตรเลียเป็น multicultural society อยู่แล้ว เราไม่ได้จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “เป็นไทย” กับ “เป็นออสซี่” เรายังกินอาหารไทยได้ พูดภาษาไทยได้ มีเพื่อนคนไทยได้ ตามข่าวจากไทยได้ ไปงาน community ไทยได้เหมือนเดิม

พร้อม ๆ กับมีเพื่อนที่โตมาจากอีกประเทศหนึ่ง ไปลองอาหารที่ไม่เคยกิน หรือได้ยินมุมมองบางอย่างที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน จริง ๆ นี่อาจเป็นหนึ่งในข้อดีมาก ๆ ของการมาอยู่ต่างประเทศเลยก็ได้
เราไม่จำเป็นต้องทิ้งของเดิมเพื่อรับของใหม่ เราเลือกเก็บสิ่งที่เราชอบจากทั้งสองฝั่งได้
เรื่องเดียวกันกับการออกจากเมือง การไป beach หรือ regional town สำหรับคนที่นี่ไม่ได้เป็น “ทริปท่องเที่ยว” ใหญ่โตเสมอไป บางคนแค่ขับรถออกไปเดินเล่น ซื้อ fish and chips นั่งริมทะเล แล้วเย็นก็กลับบ้าน หรือทำ day trip ไปเมืองเล็ก ๆ รอบ ๆ

ถ้าไม่มีรถ หลายที่ก็ยังไปได้ด้วย regional train หรือ public transport แบบอื่น พอออกไปไกลจากเส้นทางที่เราใช้ทุกวันหน่อย ก็จะเริ่มเห็นว่า Australia ที่เราอาศัยอยู่จริง ๆ มันใหญ่กว่าพื้นที่ระหว่างบ้านกับที่ทำงานเยอะทีเดียว
สุดท้ายแล้ว คงไม่มี checklist ของการใชีชีวิตอย่างคนออสซี่
เราไม่จำเป็นต้องดู AFL ไม่จำเป็นต้อง surf ไม่จำเป็นต้องไป pub ไม่จำเป็นต้องเป็น extrovert และไม่จำเป็นต้องชอบ camping ด้วยครับ แต่ถ้ามีเวลาและมีโอกาส ลองอะไรที่ปกติเราไม่ค่อยได้ทำดูบ้างก็น่าสนใจ
ไป run club สักครั้ง ไปเดินสวนที่ขับรถผ่านอยู่ทุกวัน ลองดูกีฬาที่ไม่เคยดู นั่งรถไฟออกไปเมืองที่ไม่เคยไป หรือคุยกับใครสักคนที่โตมากับชีวิตคนละแบบกับเรา บางอย่างอาจกลายเป็นสิ่งที่เราชอบ บางอย่างอาจลองครั้งเดียวแล้วคิดว่า พอแล้ว ชีวิตนี้ไม่ต้องเจอกันอีกก็ได้ ซึ่งทั้งสองแบบก็ไม่เป็นไร
เพราะอย่างน้อยเราได้ลองสัมผัสประเทศที่เราเลือกมาอยู่ มากกว่าการมองมันผ่านหน้าต่างระหว่างทางไปทำงานทุกวัน
ตอนย้ายประเทศใหม่ ๆ เรามักคิดเรื่องคุณภาพชีวิตในรูปของเงินเดือน บ้าน งาน หรือความสะดวกสบาย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ผมว่ามันอาจมีอีกส่วนหนึ่งด้วย คือผู้คนที่เราได้รู้จัก สถานที่ที่เรามีความทรงจำอยู่ และเรื่องเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นระหว่างทาง
จนวันหนึ่งเราอาจไม่ได้รู้สึกว่าออสเตรเลียเป็น “บ้าน” เพราะเราอยู่ที่นี่มานานพอ แต่อาจเป็นเพราะในที่สุด เรามีเรื่องราวของตัวเองอยู่ที่นี่มากพอแล้วครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง

Cultural Atlas เว็บไซต์ที่ช่วยให้เข้าใจคนต่างวัฒนธรรมในออสเตรเลีย
รู้จัก Cultural Atlas แหล่งข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจความต่างทางวัฒนธรรม เมื่อต้องทำงาน ใช้ชีวิต หรือสร้างความสัมพันธ์กับคนจากพื้นเพที่ต่างกันในออสเตรเลีย

เมื่อฤดูของ "งู" กลับมาอีกครั้งในออสเตรเลีย
ช่วง Spring และ Summer มีโอกาสเจองูมากขึ้น มาดูกันว่าควรระวังตรงไหน เจอแล้วทำยังไง และถ้าถูกกัดต้องทำอะไร

Daylight Saving เริ่ม 4 ตุลาคมนี้
คืนนี้เสียเวลานอน 1 ชม. Daylight Saving กลับมาแล้ว สรุปเวลาออสฯ เทียบไทย พร้อมเปิดประวัติศาสตร์ทำไมบางรัฐถึงไม่ยอมใช้ระบบนี้